บทความและความรู้เรื่องปลาคาร์พญี่ปุ่น การเลือกซื้อ การดูฟอร์ม และประสบการณ์ตรงจากการไปคัดปลาที่ฟาร์มญี่ปุ่น

ใบเซอร์นั้นฯ สำคัญไฉน
ธรรมเนียมการซื้อขายปลาคาร์พที่มีมานานแล้ว ก็คือ เมื่อคุณซื้อปลาจากญี่ปุ่น บรีดเดอร์หรือฟาร์มเพาะพันธุ์จะมีการให้ใบ Certificate หรือเรียกสั้นๆว่า “ใบเซอร์ฯ” แนบมาให้ เท่าที่พอนึกออก ในปลาสวยงามชนิดอื่นๆที่เวลาซื้อปลาแล้วจะมีใบเซอร์ฯให้ด้วยก็คือ ปลาอโรวาน่าหรือปลามังกรจากฟาร์มเพาะพันธุ์ในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ใบเซอร์ฯนั้นไม่ได้เป็นตัว “ชี้วัด” คุณภาพปลา แต่ใบเซอร์ฯเปรียบเสมือน "สูติบัตร" ของปลาตัวนั้นๆ เพื่อยืนยันว่าปลามีที่มาที่ไปชัดเจนว่ามาจากฟาร์มไหน เป็นการการันตีว่าปลามาจากฟาร์มนั้นๆจริง นอกจากนี้ใบเซอร์ฯยังระบุรายละเอียดของปลาตัวนั้นๆ ในใบเซอร์ฯจะมีรูปถ่ายของปลา ณ ปัจจุบัน มีข้อมูลสายเลือด (Bloodline) ระบุว่ามาจากพ่อแม่พันธุ์ (Oyagoi) คู่ไหน มีการระบุเพศ อายุ และขนาด ณ ปัจจุบัน การซื้อปลาคาร์พในยุคก่อน (ย้อนหลังไปมากกว่า 20 ปี) มักจะไม่มีใบเซอร์ฯ อาจจะเป็นเพราะการถ่ายรูปปลานั้นค่อนข้างยุ่งยาก และการขายปลาโดยมีการระบุชื่อพ่อแม่พันธุ์ยังไม่เป็นที่นิยม เมื่อมาถึงยุคที่โลกไร้พรมแดน มีการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ บรีดเดอร์มีการถ่ายรูปปลาเพื่อนำเสนอลูกค้าอยู่ มีการตั้งชื่อพ่อแม่พันธุ์เพื่อเป็น Gimmick ในการขายปลา เป็นการตอกย้ำเพื่อให้คนจดจำปลาจากฟาร์มนั้นๆ จึงมีการทำใบเซอร์ฯขึ้นมา ในยุคแรก ทางฟาร์มที่ญี่ปุ่นจะเป็นคนออกใบเซอร์ฯให้ เรียกว่าดำเนินการทำให้ทุกขั้นตอน แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากต้องการลดขั้นตอนความยุ่งยาก ในการซื้อขายปลาบางล็อต ทางฟาร์มในญี่ปุ่นจะให้สิทธิ์กับผู้นำเข้าโดยให้ใบเซอร์เปล่ามา แล้วให้ผู้นำเข้าใส่รูปถ่ายและรายละเอียดของตัวปลาเอง ในมุมมองของผม ใบเซอร์ฯ มีประโยชน์ในการอ้างอิงถึงที่มาที่ไปของปลา และเพื่อเป็นบันทึกช่วยจำว่า เราซื้อปลาตัวนั้นๆตอนไซซ์ไหน เป็นสายเลือดอะไร และรูปถ่ายที่อยู่บนใบเซอร์ฯยังช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบพัฒนาการของปลาเมื่อปลาโตขึ้นได้ ในการซื้อปลา ผมไม่อยากให้ยึดติดกับใบเซอร์มากเกินไป เพราะใบเซอร์ฯนั้นไม่ได้สำคัญไปกว่า“คุณภาพ” ของตัวปลาเอง และสิ่งที่สำคัญมากไปกว่านี้ก็คือ คุณซื้อปลากับใคร เป็น“ผู้ขาย” ที่เชื่อถือได้หรือไม่ การเลือกซื้อปลาจากผู้ขายที่มีจรรยาบรรณและมีความซื่อสัตย์ คือหลักประกันที่มั่นใจได้มากกว่าใบเซอร์ฯ เพราะต่อให้ไม่มีใบเซอร์ฯ คุณก็จะได้ปลาที่มีคุณภาพ และมีที่มาที่ไปถูกต้องอย่างแน่นอนครับ #productioncertificated #koi #nishikigoi #koimartfarm #niigatakoi #hiroshimakoi

รูปร่าง > คุณภาพ > แพตเทิร์น
หากจะเปรียบปลาคาร์ฟสักตัวกับภาพเขียนหรืองานศิลปะ แพตเทิร์นหรือลวดลายนั้นเปรียบเสมือนลายเส้นที่สื่อให้เห็นว่าภาพนั้นคือภาพอะไร

ซื้อปลาที่ญี่ปุ่น มีขั้นตอนนำเข้าอย่างไรบ้าง และต้องรอนานแค่ไหนกว่าลูกค้าจะสามารถรับปลาไปเลี้ยงได้
"ซื้อปลาที่ญี่ปุ่น มีขั้นตอนนำเข้าอย่างไรบ้าง และต้องรอนานแค่ไหนกว่าลูกค้าจะสามารถรับปลาไปเลี้ยงได้" ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจซื้อขายปลาคาร์ฟที่ญี่ปุ่นคึกคักมากๆ แต่ละฟาร์ม แต่ละ Breeders ทยอยนำปลาขึ้นจากบ่อดิน (Ikeake) เพื่อมาให้Dealer และคนรักปลาคาร์ฟจากทั่วโลกเลือกซื้อกัน โดยเฉพาะปลานิไซ ที่ต้องบอกว่า แต่ละฟาร์มต่างงัดทีเด็ดออกมาโชว์ให้ได้ร้องว้าว!!กัน และแน่นอน ปลาคุณภาพดี ราคาไม่มีถูก ราคาปลาคาร์ฟสูงขึ้นทุกปีๆ เนื่องค่าใช้จ่ายในการทำฟาร์มที่สูงขึ้น และจากความต้องการ (Demand) ของเหล่า Dealer จากทั่วโลกนั่นเอง หลังจากที่เลือกซื้อปลากันตลอดทั้ง Trip ซึ่งกินเวลากว่า 1 เดือนครึ่ง ก็ถึงเวลานำปลากลับมาเมืองไทยกันแล้ว ซึ่งกว่าจะถึงมือนักเลี้ยง ลองไปดูว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งในขั้นตอนต่างๆในญี่ปุ่นจะเป็นหน้าที่ของ Dealer ชาวญี่ปุ่นหรือคนกลางที่พาเราไปซื้อปลา 1.DealerและBreederทำการตรวจเช็คปลาที่เราได้ซื้อไว้ เพื่อให้ตรงตามรายการที่เราทำการซื้อ รวมถึงเรื่องสุขภาพของปลา และทำการ Packing ปลาจากฟาร์ม รวบรวม และขนส่งมายังสนามบิน ซึ่งตรงนี้ทางDealerชาวญี่ปุ่นจะทำการนัดแนะกับฟาร์มเอง สำหรับการ Packing ปลาลงถุงและกล่องก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม อย่างเช่น ปลาขนาดนิไซขนาด 40 ซม. ขึ้นไป ก็มักจะใส่กล่องละ 4-5ตัว เป็นต้น 2. มีการเตรียมเอกสารจากประเทศญี่ปุ่น (ผู้ส่งออก) เช่นใบรับรองสุขภาพ (Health Certificate) ซึ่งออกโดยหน่วยงานของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับรองว่าปลามีสุขภาพดีและปลอดโรค เอกสารการค้าอื่นๆ เช่น ใบยืนยันการนำเข้า และทำการจองไฟลท์บิน เป็นต้น 3.ในส่วนของผู้นำเข้าหรือฟาร์มในประเทศไทย จะต้องทำเรื่องขออนุญาตินำเข้าสัตว์น้ำต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง ซึ่งจะต้องแสดงใบรับรองสุขภาพที่ทางญี่ปุ่นออกให้ 4.เมื่อปลาขนส่งมาถึงเมืองไทย กรมประมงจะทำการตรวจเช็คจำนวนปลาและชนิดปลาให้ตรงกับเอกสาร และถ่ายรูปไว้เพื่อมา Re-check อีกครั้งว่าตรงกับเอกสารหรือไม่ 5.ระยะเวลาที่ปลาจะต้องอยู่ในถุงที่อัดออกซิเจน เริ่มจากการ Packing ของฟาร์มที่ญี่ปุ่น>ขนส่งมายังสนามบินที่ญี่ปุ่น>ระหว่างการเดินทางด้วยเครื่องบิน>มาถึงสนามบินที่เมืองไทยและทำการตรวจเช็ค>จนกระทั่งปล่อยลงบ่อในห้องกักกันโรคของฟาร์ม รวมระยะเวลาบวกลบประมาณ 15-18 ชั่วโมง 6.หลังจากผ่านขั้นตอนที่ด่านกักกันสัตว์น้ำที่สนามบินแล้ว ปลาทั้งหมดจะถูกนำเข้าไปดูแลในห้องสำหรับกักกันโรคของแต่ละฟาร์ม ซึ่งสร้างตามมาตรฐานของกรมประมง หลังจากนั้นอีก 7 วัน กรมประมงจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจเช็คปลา โดยเช็คจำนวนว่าตรงตามที่แสดงไว้ในเอกสารตอนนำเข้าหรือไม่ รวมถึงตรวจสุขลักษณะของโรงเรือนสำหรับกักกัน ตรวจเช็คสุขภาพปลา และทำการจดบันทึก 7.หลังจากนั้นอีก 21 วัน กรมประมงจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บตัวอย่างจากปลาเพื่อนำไปตรวจโรค โดยการตัดซี่เหงือก (Gill Clipping) เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อไวรัส KHV (Koi Herpes Virus) และ SVCV (Spring Viremia of Carp Virus) รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและปรสิตภายนอกอื่นๆ การเก็บตัวอย่างนี้จะไม่ทำกับปลาทุกตัว แต่จะเป็นการสุ่มจากปลาในแต่ละบ่อ (ทุกบ่อ) 8.ระหว่างรอผลตรวจหาโรคจากห้องแล็บของกรมประมง ปลาที่ถูกเลี้ยงในห้องกักกันโรคของฟาร์ม ในเบื้องต้นจะต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่น คือประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส (ด้วย Chiller) เพื่อไม่ให้ปลาเกิดภาวะช็อคจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน เกิดความเครียด และป้องกันสีหลุด และจะมีการปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีละนิดๆ จนเท่ากับอุณหภูมิน้ำทั่วไปของเมืองไทย ในระหว่างนี้จะมีการเปลี่ยนน้ำในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ในระหว่างนี้จะมีการให้อาหารที่ผสมยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย 9.เมื่อทราบผลการตรวจโรคจากกรมประมงว่าปลาชุดนี้สุขภาพแข็งแรงและปลอดโรค ก็จะถึงเวลา "ปลดการกักกัน" หรือเรียกสั้นๆว่า "ปลดกัก"แล้ว นั่นหมายความว่า ปลาชุดนี้จะสามารถนำออกขาย และส่งให้กับนักเลี้ยงได้ไปลงบ่อกันแล้ว ตรงนี้สามารถตอบคำถามที่ว่า “ต้องรอนานแค่ไหน กว่าจะได้เลี้ยงปลาที่นำเข้าจากญี่ปุ่น” จากขั้นตอนต่างๆที่ผมได้กล่าวไป จะกินเวลาประมาณ 40-45วันครับ สำหรับปลาที่ผ่านการกักกันตามระเบียบของกรมประมงจนมั่นใจกว่าปลอดภัยและปลอดโรค โดยที่ยังไม่ได้ถูกนำไปเลี้ยงกับปลาชุดเก่าหรือชุดอื่นของฟาร์ม พูดตรงๆคือ ออกจากห้องกักกันสดๆร้อนๆ ผู้เลี้ยงสามารถนำไปเลี้ยงได้ทันที โดยไม่ต้องกักกันโรคอีกครั้ง เพราะปลาได้ผ่านการดูแลจนมีสุขภาพดีแล้ว ตรงนี้ผมจึงอยากจะแนะนำว่า ถ้าทางฟาร์มแจ้งว่าปลาปลดกักปุ๊บ ก็ควรมารับปลาที่คุณสั่งซื้อกลับบ้านทันที เพราะช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่มั่นใจได้มากที่สุดว่าปลาจะมีสุขภาพดี ปลอดจากโรคนั่นเองครับ (อยู่ญี่ปุ่นมาครบ 2อาทิตย์พอดี นน.เริ่มขึ้นแล้ว 😂😂😂) #ikeake2025 #koimartfarm #koi

ธรรมเนียมการเลือกซื้อปลาที่ญี่ปุ่น
ตอนนี้ก็ถึงเวลาจะเข้าไปเลือกซื้อปลาที่ฟาร์มกันแล้ว สำหรับการเข้าฟาร์มที่ญี่ปุ่นนั้น จะต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า (ตามแผนการเดินทางที่หัวหน้าคณะวางไว้) คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อมากในเรื่องวินัยและการตรงต่อเวลา ดังนั้นการเข้าฟาร์มจะต้องไปให้ตรงเวลา ปลาที่ Breeder จะให้เราดูนั้นจะอยู่ในบ่อปูนใน Greenhouse หรือโรงเรือน หากสนิทกันกับ Breeder มาก ๆ ก็อาจจะขอไปร่วมการลากปลาจากบ่อดิน ก็จะมีโอกาสได้ชมและหมายตาปลาที่ถูกใจข้าง ๆ บ่อดินนั้นเลย ธรรมเนียมในการซื้อปลา หรืออาจจะเรียกว่ามารยาทก็ได้ จะต้องรู้ทั้งเขา รู้ทั้งเรา เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างราบรื่น และเกิดความสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย 1. ถ้าชอบหรือถูกใจปลาตัวไหน ควรสอบถามราคา เพื่อเช็คว่างบประมาณที่เราตั้งไว้ในใจกับราคาที่ Breeder ตั้งใจจะขายนั้นใกล้เคียงกันไหม ไม่ควรตักปลาขึ้นมาดูโดยพลการ สนใจตัวไหนควรบอกให้ Breeder ตักให้ และไม่ควรให้ Breeder ตักปลาขึ้นมาดูเล่น ๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าเป็นตัวที่ชอบและสนใจจะซื้อจริง ๆ เพราะการตักปลาขึ้นมาใส่อ่างไฟเบอร์นั้น มีโอกาสที่จะทำให้ปลาเสียหายได้ นอกจากนี้ หากไม่ใช่ปลาที่เราได้ทำการตกลงซื้อขายแล้ว ก็ไม่ควรถ่ายรูปหรือวิดีโอ บางคนเห็นปลาสวย ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปหรือวิดีโอ ตรงนี้ไม่ควรทำครับ หรือถ้าอยากถ่ายเก็บไว้ดูศึกษาจริง ๆ ก็อาจจะต้องขออนุญาตทาง Breeder ก่อนว่าเขาสะดวกใจไหม อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำรูปหรือวิดีโอปลาเหล่านั้นไปโพสต์ลงในสื่อต่าง ๆ กรณีที่เราไม่ได้ตกลงซื้อปลาตัวนั้น 2. สำหรับลูกค้าที่มีงบมากหน่อย อยากได้ปลา premium แบบที่ Breeder ไม่ได้นำมาโชว์ไว้ในบ่อทั่วไป Breeder บางฟาร์มอาจจะถามเราก่อนว่าเราต้องการปลาในงบประมาณเท่าไหร่ หรืออาจจะประเมินจากการพูดคุยก็จะรู้ว่าผู้ซื้อมีงบประมาณเท่าไหร่ แล้วเขาจึงจะพาเราไปยังโรงเรือนที่เก็บปลาเกรดนั้น ๆ หรือราคานั้น ๆ บางครั้งก็จะตักปลาขึ้นมาให้เราเลือกหลาย ๆ ตัว หรือเพียงไม่กี่ตัวก็แล้วแต่สไตล์การขายของ Breeder แต่ละคน 3. ต้องยอมรับว่าปลาดีที่เพาะขึ้นมาในแต่ละปีนั้นมีไม่มาก Breeder จึงจำเป็นต้องเก็บปลาดีไว้ให้ลูกค้าคนสำคัญที่มีกำลังซื้อสูง หรือลูกค้าที่ซื้อขายกันมายาวนาน ตรงนี้เป็นเรื่องธรรมดา โดยธรรมเนียมแล้ว Breeder จะไม่พาไปดูปลาที่สวยที่สุดของฟาร์ม เว้นแต่ว่าลูกค้าได้บอกงบประมาณไปก่อนหน้านี้แล้วและจะซื้อจริง ๆ เพราะเมื่อลูกค้าได้เห็นปลาที่สวยที่สุดแล้ว ปลาที่เหลือตัวอื่น ๆ ในฟาร์มก็จะดูไม่สวยในทันที 4. Breeder มักจะไม่ตักปลาที่คุณภาพแตกต่างกันมาก ๆ มาไว้ในกาละมังเดียวกันเพื่อให้เลือก นี่เป็นเหตุผลในเชิงจิตวิทยา เพราะการเลือกปลาเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบหาจุดดีจุดด้อย ปลาหนึ่งตัวที่อยู่ในกาละมังอาจจะดูสวย แต่เมื่อมีการตักปลาอีกตัวขึ้นมา ปลาตัวแรกอาจจะกลายเป็นปลาที่ไม่สวยก็ได้ และลูกค้ามักจะเลิกสนใจปลาตัวแรกทันที ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นมีท่าทีว่าจะซื้อ ดังนั้น Breeder จึงมักจะตักปลาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันมาให้เราเลือก 5. เมื่อปลาถูกส่งออกไปจากฟาร์มแล้ว โดยทั่วไปจะไม่มีการรับผิดชอบในเรื่องความเสียหาย ไม่มีการเคลมใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งในเรื่องสุขภาพ เจ็บป่วย ครีบหัก สีหลุด เป็นต้น ที่สำคัญคือไม่มีการการันตีในเรื่องเพศ นอกเสียจากได้การันตีกันไว้แล้วตอนซื้อ บางกรณีอาจจะมีการดูแลเป็นพิเศษก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลและความสนิทสนมกับทาง Breeder ด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับ Breeder แต่ละราย 6. สมัยนี้หลาย ๆ Breeder จะทำการนัดหมายให้ Dealer ที่คุ้นเคยและเป็นลูกค้าประจำให้มาตามเวลานัด เพื่อที่จะเปิดขายปลาที่ลากขึ้นมาใหม่พร้อมกัน ในกรณีนี้ลูกค้าต่าง ๆ ก็จะเข้าไปที่ฟาร์มในเวลาเดียวกัน จะต้องมีการจับฉลากเพื่อเลือกปลาก่อนและหลัง ใครจับได้เบอร์แรก ๆ ก็จะได้เลือกก่อนเป็นคนแรก ๆ ตรงนี้เป็นเรื่องของดวงครับ

การเลือกปลาจากรูปร่างเราดูกันอย่างไรบ้าง
การเลือกปลาจากรูปร่าง เราดูกันอย่างไรบ้าง 1.ความกว้างของปากและคาง ที่มีผลต่อศักยภาพในการเจริญเติบโตและขนาดของปลา 2.ความห่างของตานั้นมีความสัมพันธ์กับขนาดของกะโหลก ปลาที่มีระยะห่างระหว่างดวงตาทั้งสองดวงกว้าง แทบทุกตัวจะเป็นปลาที่มีกะโหลกกว้าง และปลาที่มีกะโหลกกว้าง จะมีแนวโน้มที่จะโตเป็นปลาจัมโบ้ที่มีขนาดใหญ่ได้ 3.ความยาวของกะโหลก เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ ปลาที่กะโหลกกว้างแต่สั้น มักจะเป็นปลาที่เติบโตได้ดีในช่วงแรก แต่ในระยะยาวจะสู้ปลาที่มีกะโหลกทั้งกว้างและยาวไม่ได้ และต้องไม่ลืมว่าปลาแต่ละสายพันธุ์มีรูปทรงของกะโหลกแตกต่างกัน โดยทั่วไป Showa และ Shiro Utsuri จะมีรูปทรงหัวสั้นกว่าปลาโคฮากุและสายพันธุ์อื่นๆ 4.ความกว้างของไหล่ ปลาบางตัวจะมีขนาดไหล่กว้างเกินไปเมื่อเทียบกับความยาวลำตัว จนทำให้ปลาดูสั้น ในทางกลับกันปลาที่มีขนาดความกว้างของไหล่เล็กแคบเกินไปเมื่อเทียบกับความยาวลำตัว ก็จะดูเป็นปลาที่มีรูปร่างผอมยาว ส่วนมากมักจะเป็นปลาตัวผู้ที่โครงสร้างไม่ดีและยากที่จะเลี้ยงให้ล่ำขึ้นมาได้ ความชอบของแต่ละคนต่างกัน บางคนชอบปลาเล็กที่หุ่นหนาล่ำเหมือนนักกล้ามตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ บางคนชอบปลาที่มีรูปร่างหรือโครงสร้างดีเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต หรือเลือกปลาที่สวยในวันหน้านั่นเอง 5.กล้ามเนื้อที่เป็นสันจากหัวปลาวิ่งไปหาปลายกระโดง จุดนี้เป็นอีกส่วนที่สำคัญมาก สันหลังที่หนา ดูแข็งแรงจะช่วยประคองปลาเมื่อเติบโตขึ้น ทำให้รูปร่างไม่ย้อย หลังไม่แอ่น 6.โหนกหลังเมื่อมองจากด้านข้างหรือ side view ปลาคาร์ฟนั้นมีโครงสร้างแตกต่างกันไปตามสายเลือดหรือ Bloodline เช่น ปลาจาก Sakai fish farmนั้น ส่วนใหญ่จะมีสันหลังที่สูง ลักษณะการโค้งของโหนกหลังจะต้องกลมกลืนกันทั้งตัว ถึงจะมองดูสมส่วน 7.ข้อหางของปลา จุดนี้สำคัญมากเช่นกัน ปลาที่ดีที่มีศักยภาพในการเติบโต ต้องมีข้อหางที่อวบหนากลมกลืนกับช่วงท้อง *** รูปประกอบคือปลาที่ได้รับรางวัล Grand Champion ต่างๆในงาน AJKS เป็นปลาที่มีโครงสร้างดีๆทั้งนั้น *** Credit: Jane Maneerat สำหรับรูปประกอบ #ikeake2025 #koi #koimartfarm #ajks

ไปซื้อปลาที่ญี่ปุ่น ควรไปกับใคร และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
จะเลือกไปกับฟาร์มไหน ดีลเลอร์ท่านใด ก็แล้วแต่ความสนิทชิดเชื้อ แต่เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว ต้องเลือกกลุ่มที่มีสไตล์การเลือกปลาที่ตรงกัน ดีลเลอร์บางคนนิยมหาปลาเล็กราคาไม่สูง บางคนชอบเข้าฟาร์มขนาดกลาง บางคนวันนึงเข้าออกหลายฟาร์ม บางคนวันนึงเข้าไม่กี่ฟาร์มแต่เข้าแต่ละฟาร์มใช้เวลานานๆ ในขณะที่บางคนชอบเข้าฟาร์มขนาดใหญ่อย่างเดียว และเน้นปลาคุณภาพดีหรือปลาประกวด แต่ละกลุ่มต่างมีรายละเอียดของตนเอง การพูดคุยกันล่วงหน้าให้ชัดเจน จะทำให้เกิดความสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย ในการเดินทางไปญี่ปุ่น เจ้าของฟาร์มหรือดีลเลอร์ที่เป็นหัวหน้าคณะจะเป็นคนวางแผนทั้งหมด ทั้งเรื่องการเลือกไฟลท์บิน ระดับชั้นบิน จัดเตรียมเรื่องที่พัก รถเช่า และวางแผนการเดินทางตลอดทริป ตลอดจนเรื่องการกินการอยู่ในแต่ละวัน ซึ่งเรื่องค่าใช้จ่ายปลีกย่อยและงบประมาณเหล่านี้ (ไม่นับรวบงบประมาณในการซื้อปลา) ควรสอบถามให้ชัดเจน ว่าจะต้องเตรียมไปเท่าไหร่ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือก็คือ เมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้วเวลาจะเดินทางเข้าฟาร์ม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ประสานงาน หรือคนกลางที่เป็นชาวญี่ปุ่นไปด้วย คนๆนี้ไม่เพียงแต่ต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เพราะบรีดเดอร์หลายๆฟาร์มใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างเดียว ไม่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเลย และต้องรู้จักเส้นทางเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่บรีดเดอร์คุ้นเคยและเชื่อใจ นอกจากนี้ในบางกรณี ผู้ประสานงานจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านต่างๆ จองโรงแรมที่พัก เลือกร้านอาหาร หรือมากไปกว่านั้นก็อาจจะให้คำแนะนำในเรื่องการเลือกปลาหรือซื้อปลา การทำธุรกิจซื้อขายปลา จะต้องผ่านผู้ประสานชาวญี่ปุ่น ทั้งเรื่องการจ่ายเงิน การจัดการเรื่อง packing การทำ Health Certificate ตลอดจนการขนส่งปลาทั้งหมดจากฟาร์มไปจนถึงสนามบินเพื่อส่งมายังเมืองไทย สำหรับค่าเหนื่อยหรือค่าดำเนินการของผู้ประสานงาน จะมีทั้งชาร์จเพิ่มทางฝั่งคนซื้อ อาจเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคาปลาหรือเหมารวม ก็แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งจุดนี้ต้องสอบถามรายละเอียดกันให้ชัดเจน หากได้ผู้ประสานงานที่ดี มีคอนเน็คชั่นที่กว้างขวาง ได้รับการนับถือจากบรีดเดอร์ นอกจากการต้อนรับขับสู้อย่างดีจากบรีดเดอร์แล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะได้เลือกปลาดีๆหรือปลาสวยๆที่ซุกซ่อนไว้ ตลอดจนการได้รับคำแนะนำที่ดีในการเลือกซื้อปลา

Koi hunting tips 1
ฤดูนิไซเริ่มแล้ว... ตอนนี้ถนนทุกสายของคนรักปลาคาร์ฟต่างมุ่งหน้าไปยังประเทศญี่ปุ่น ดินแดนแห่งปลาคาร์ฟ หลังจากเลือกซื้อปลากันตลอดสองเดือน ปลาจำนวนมากที่ถูกซื้อจะถูกส่งกลับมายังเมืองไทย เพื่อให้นักเลี้ยงได้นำไปเลี้ยงกัน
ติดต่อสอบถามปลาคาร์พ ราคา และนัดชมปลาที่ฟาร์ม ปากเกร็ด นนทบุรี โทร 083-615-5250 เปิดทุกวัน 09:00–18:00





📞 083-615-5250





Koi Mart Farm Co.,LTD
46/81 Moo2 Chaengwattana28, Bangtalad, Pak Kret District, Nonthaburi 11120